Review ร้านอาหาร การตลาดที่จับต้องได้

ปัจจุบันการสื่อสารในสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่มากขึ้น ทำให้การเข้าถึงโซเชียลมีเดียทำได้ง่ายขึ้น จำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตก็เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดออกมาหลากหลายรูปแบบ อาทิ การค้นหาข้อมูล การติดต่อสื่อสารในโซเชียลเน็ตเวิร์ก การซื้อขายออนไลน์ เป็นต้น จากการเพิ่มจำนวนตรงนี้ แสดงให้เห็นว่า โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มผู้บริโภคและยังเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยสามารถสื่อสารกับผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการทางการตลาดต่าง ๆ ซึ่งแต่เดิมการตลาดที่คลาสสิคมาก ๆ คือ การบอกต่อแบบปากต่อปาก แต่เมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามา การบอกต่อที่ผนึกกำลังกับโซเชียลมีเดีย กลายมาเป็นการตลาดที่ทรงพลังและจับต้องได้ ที่เราเรียกว่า “รีวิว (Review)” เราจะมาดูกันค่ะ ว่า การ Review ร้านอาหาร สำคัญอย่างไรกับธุรกิจอาหาร การตลาดปากต่อปากแบบดิจิทัล ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากเดิมด้วยเช่นกัน ผู้คนเริ่มไปกินอาหารนอกบ้านมากขึ้น เนื่องจากรูปแบบสังคมที่มีความเร่งรีบ ไม่มีเวลาจะประกอบอาหารเอง ความต้องการเปลี่ยนบรรยากาศ หาความสุขสนุกสนานในครอบครัวหรือเพื่อนฝูง ส่งผลให้ธุรกิจอาหารเติบโตอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าจำนวนร้านอาหารเพิ่มขึ้นตามความเจริญของสังคมเมือง ประกอบกับสื่อออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้ผู้คนใช้ช่องทางการสื่อสารเพื่อค้นหาร้านอาหาร และอ่านรีวิวประกอบการตัดสินใจ การรีวิวถือเป็นการตลาดที่ผู้เขียนแสดงความคิดเห็นและถ่ายทอดประสบการณ์ตรงที่ได้เจอมา แน่นอนว่าอะไรที่เคยกิน เคยไป แล้วมันดีหรือไม่ดี ย่อมส่งผลต่อการรับรู้ของคนอื่น ๆ…

รับฟังด้วยใจ ยาวิเศษเยียวยาโลกทั้งใบ

เวลาที่ชีวิตเจอปัญหาหนัก ๆ บางครั้งเราก็อยากแบ่งปันเรื่องราวของเราให้ใครสักคนฟัง เวลาแบบนี้ส่วนใหญ่คุณนึกถึงใครคะ? เพื่อนที่มีความสามารถมากกว่าเรา แยกแยะได้ดีและพูดเก่ง หรือเพื่อนที่รับฟังเราอย่างอบอุ่นและอยู่เคียงข้างเรา ไม่ว่าเขาจะมีความสามารถหรือไม่ ถ้าเป็นเราจะเลือกเพื่อนแบบหลัง แน่นอนว่าถ้าได้พูดคุยกับเพื่อนที่มีความสามารถ แยกแยะข้อเท็จจริงได้ดี เขาจะสามารถพิจารณาปัญหาของเราได้ชัดเจน มีส่วนช่วยในการแก้ปัญหานั้นได้ แต่ถ้าเราได้เจอความลำบากจริง ๆ เราจะรู้สึกว่าคำแนะนำตามเหตุตามผลที่เข้มงวดดูเหมือนจะขาดอะไรไปบอกไม่ถูก ใช่แล้วค่ะ นั่นคือ ความรู้สึก ช่วงที่คนเราทุกข์คือช่วงที่เราต้องการความรักมาที่สุด การ รับฟังด้วยใจ เป็น ยาวิเศษเยียวยาโลกทั้งใบ นี้ค่ะ I know you are there and I am very happy – Thich Nhat Hanh Listen NOT Hear เคยเป็นไหมคะ หลายครั้งที่เรามีปัญหา เราต้องการใครสักคนที่จะ รับฟัง และปลอบประโลมหัวใจเราได้ การที่เราได้เจอคนที่จะรับฟังเราอย่างเงียบ ๆ และใจกว้างนับว่าเป็นเรื่องวิเศษเลย…

ตระหนักรู้กับระฆังแห่งสติที่เรียกว่า “ลมหายใจ”

การใช้ลมหายใจในการเสริมสุขภาพของตนเองนั้น ถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาของชาวตะวันออกมาตั้งแต่ครั้งสมัยโบราณ หรือที่เรารู้จักกันดีคือ การทำสมาธิโดยใช้ลมหายใจ การรำมวยจีน โยคะ ซึ่งเป็นการผสมกลมกลืนของการเคลื่อนไหวร่างกาย ลมหายใจ และสติสัมปชัญญะ และในปัจจุบันผู้คนก็เริ่มหันมาฝึกสิ่งเหล่านี้กันมากขึ้นเพราะทำแล้วรู้สึกได้ว่าสุขภาพกายและใจดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของความสุขจากภายใน แต่ก็นั่นแหละค่ะ ก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่มีความสนใจเรื่องพวกนี้แต่ก็ยุ่งเสียจนไม่มีเวลาจะมาลงมือปฏิบัติอย่างจริง ๆ จัง ๆ บ้างก็รู้สึกว่าเป็นวิธีการที่ยุ่งยากเกินกว่าจะฝึก ก็เลยไม่ทำมันซะอย่างนั้น บางคนก็ปลีกวิเวกไปลองฝึกทำสมาธิกันที่วัดหรือสถานปฏิบัติธรรมเป็นครั้งคราว ในวันหยุดหรือตามแต่โอกาสที่จะจัดสรรกันได้ แต่เชื่อไหมคะว่าหลายคนกำลังประสบกับปัญหาที่ว่า ตอนที่ปลีกตัวไปฝึกปฏิบัติมันก็สงบอยู่หรอกค่ะ แต่เมื่อกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติแล้วนั้นกลับเครียด วุ่นวายและหาความสงบสุขไม่ได้เลย คนเรามักคิดว่าการหาความสงบจากทางใจนั้น ต้องไปอยู่ป่าอยู่วัดเท่านั้น การอยู่บ้านหรืออยู่ที่ทำงานย่อมวุนวายใจเป็นธรรมดา แต่จริง ๆ แล้ว เราใช้ชีวิตส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดอยู่บ้านและที่ทำงาน แต่ถ้าปล่อยให้ใจวุ่นวายอยู่เรื่อย ๆ ก็ย่อมเกิดผลเสีย ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความทุกข์ ทยอยสะสมเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ  จนอาจก่อให้เกิดโรคทางกายต่าง ๆ ตามมาอีก เช่น โรคกระเพราะ โรคไมเกรน ท้องผูก ท้องเฟ้อ โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เป็นต้น นอกจากนี้…

หลักการพรีเซนต์ให้สำเร็จ

สังคมเราทุกวันนี้มองว่าการนำเสนอ หรือ Presentation เป็นเรื่องธรรมดา แต่ละบริษัทจึงนิยมจัดงานอบรม “พัฒนาทักษะการพรีเซนต์ให้แก้่ผู้บริหารและพนักงานของตน แต่ผลการอบรมก็ใช่ว่าจะสู้ดีนัก เพราะความชำนาญไม่ได้เกิดขึ้นใน 1-2 ชั่วโมง ไม่ใช่อ่านหนังสือแค่ 1-2 เล่มแล้วจะมาสอนกันได้ ถ้างั้นทักษะพื้นฐานของการพรีเซนต์มาจากไหนล่ะ? คำตอบเดียวก็คือ “พลังการพูด” เราเห็นได้บ่อย บางคนมีอุปกรณ์มาเต็ม แต่การพรีเซนต์ล้มเหลว เพราะขาดเสน่ห์ในการพูด แต่บางคนถือปากกามาด้ามเดียว แต่กินใจคนทั้งห้อง สูตรในการพูด คือ วิธีพูด+วาทศิลป์ = พลังการพูด เราควรเริ่มจากการเรียนหลักการพูดให้เก่งซะก่อน เพื่อให้เราชำนาญในการพูด แล้วคำพูดของเราจะทรงพลัง ขั้นตอนในการพรีเซนต์ให้สำเร็จ มีดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายให้ชัดเจน เรากำหนดได้ว่าการนำเสนอครั้งนี้ทำเพราะอะไร และตั้งเป้าผลลัพธ์ของการนำเสนอว่าอยู่ระดับไหน ขั้นตอนที่ 2 วิเคราะห์ผู้ฟัง ต้องรู้ว่าใครคือผู้ฟัง แล้วผู้ฟังคาดหวังอะไรจากการนำเสนอ วิเคราะห์ระดับของผู้ฟัง เช่น ถ้าผู้ฟังเป็นระดับผู้บริหาร เราจะพูดจาโน้มน้าวอย่างไร ขั้นตอนที่ 3 ร่างสิ่งที่จะพูดให้ดี เมื่อกำหนดประเด็นและวิเคราะห์ผู้ฟังลึกซึ้งแล้ว…

เผยเคล็ดลับเถียงอย่างไรให้ชนะ

ไม่รู้ว่าเหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นกับเพื่อน ๆ บ้างหรือเปล่าคะ ว่าทำไมเราถึงไม่เคยเถียงชนะคน ๆ นี้เลยนะ จะว่าไปการเถียงแต่ละครั้งเรียกได้ว่าเป็นสงครามคำพูดก็ไม่น่าจะผิดอะไรใช่ไหมคะ เหตุารณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับมิราบ่อย ๆ เลยค่ะ บางครั้งมันน่าเหนื่อยใจเหมือนกันนะคะ เถียงเท่าไหร่ก็ไม่ชนะเสียที แต่กับบางคนเหมือนแทบไม่ต้องพูดอะไรมากก็ชนะเราไปอย่างง่ายเลย บทความนี้มิราไม่ได้จะมาสนับสนุนให้คนตีกันโดยใช้คำพูดหรอกค่ะ มาดูกันค่ะเคล็ดลับเถียงอย่างไรให้ชนะ 1. เล่าให้ยาว ถ้าหากเป็นสถานการณ์ที่อีกฝ่ายรู้ดีอยู่แล้ว ให้พูดสั้น ๆ แต่หากเป็นเรื่องที่อีกฝ่ายไม่รู้ให้เล่ายาว ๆ และซับซ้อน ที่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าเรื่องที่มีรายละเอียดและยาวจะไปลดสมาธิของอีกฝ่ายหนึ่งค่ะ ทำให้เราได้เปรียบเมื่อโต้เถียง เราจะสังเกตเห็นการพูดลักษณะนี้ได้ง่าย ๆ ในกลุ่มนักการเมือง เวลามีการอภิปรายไม่วางใจหรือการมีข้อซักถามฝ่ายตรงข้าม ก็จะพูดยาวเหยียดเพื่อลดพลังการวิเคราะห์นั่นเอง คนเราเมื่อฟังอะไรยาว ๆ แล้วจามไม่ทัน ที่สุดก็จะเกิดความเบื่อหน่ายและสมาธิหลุดเอาได้ง่ายๆนะคะ 2. พูดเสียงดังและเร็ว เคยเห็นไหมคะเวลาที่เด็ก ๆ ทะเลาะกัน เด็กที่พูดเสียงดังและเร็ว จะเป็นผู้ชนะในการเถียงอยู่ร่ำไป การพูดเร็วจะเป็นตัวช่วยลดช่องว่างและจังหวะการพูดของอีกฝ่ายลงค่ะ แต่ว่าการพูดเสียงดังในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการพูดตะคอก กระแทกเสียงใส่กันนะคะ เนื่องจากเราไม่ควรสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีให้กับคนอื่นค่ะ เราเถียงกันได้อย่างคนมีสติจะดีกว่ามาก ๆ เลย 3. ยิงคำถามที่อีกฝ่ายนึกไม่ถึง…

ภาษาแมวง่ายจริงหรือ?

“…ร้องเรียกเหมียวๆ เดี๋ยวก็มา เคล้าแข้งเคล้าขาน่าเอ็นดู…” พฤติกรรมการสื่อสารของแมวสามารถแสดงออกมาได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสียงร้องด้วยโทนเสียงที่แตกต่างกัน หรือจะเป็นภาษากาย ขยับหูและหางไปมา การเอาหัวมาถูไถ การคาบเอาสัตว์นานาชนิดมาอวดเจ้าของ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นอะไรที่แมวต้องการจะสื่อสารทั้งนั้นค่ะ การแสดงออกดังกล่าวเป็นการสื่อสารที่มนุษย์เราไม่ทันอาจจะยังไม่เข้าใจบ้าง คิดว่าก็แค่แมวร้อง เรามาเริ่มกันที่การส่งเสียงร้องกันก่อนค่ะ หลายครั้งเราอาจจะเห็นแมวร้องเมี้ยวๆๆๆ เหมือนกับว่ามันกำลังคุยอะไรสักอย่างกับเราอยู่ เสียงของแมวมีหลากหลายโทน ซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยค่ะ เช่น อยู่กับใคร อยู่ในอารมณ์แบบไหน               – ถ้าแมวอยู่กับเจ้าของ เสียงของแมวจะถูกออกแบบมาเพื่อสื่อสารกับเจ้าของโดยเฉพาะค่ะ หมายถึง แมวสามารถจดจำโทนเสียงของเจ้าของได้ ดังนั้นโทนเสียงที่ออกมาจะดูสนุกสนาน ร่าเริง               – แมวจะสื่อสารด้วยเสียงร้องเมี้ยวๆ แค่เพียงกับมนุษย์เท่านั้นค่ะ แต่ไม่สื่อสารแบบนี้กับแมวด้วยกัน ร้องเมี้ยวสั้นๆ เพื่อทักทาย หรือแผดเสียงดังขึ้นเพื่อเป็นการเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของ มีงานวิจัยมากมายที่พิสูจน์ว่าแมวใช้พฤติกรรมทางสังคมในการสื่อสารมากกว่าการใช้เสียง อย่างบทสัมภาษณ์ของ John Bradshaw ใน National Geographic กล่าวว่า “การที่แมวยกหางขึ้นแกว่งไปมา, การเอาตัวมาถูไถกับขาของเรา และการนั่งข้างๆ เราหรือเลียให้เรานั้น จริงๆ แล้วมันคือพฤติกรรมที่แมวทำกับแมวด้วยกัน เป็นพฤติกรรมที่ยากจะแยกออก” เราจะเห็นได้ชัดจากการที่แมวมาเลียเรา…

error: Content is protected !!