รับฟังด้วยใจ ยาวิเศษเยียวยาโลกทั้งใบ

เวลาที่ชีวิตเจอปัญหาหนัก ๆ บางครั้งเราก็อยากแบ่งปันเรื่องราวของเราให้ใครสักคนฟัง เวลาแบบนี้ส่วนใหญ่คุณนึกถึงใครคะ? เพื่อนที่มีความสามารถมากกว่าเรา แยกแยะได้ดีและพูดเก่ง หรือเพื่อนที่รับฟังเราอย่างอบอุ่นและอยู่เคียงข้างเรา ไม่ว่าเขาจะมีความสามารถหรือไม่ ถ้าเป็นเราจะเลือกเพื่อนแบบหลัง แน่นอนว่าถ้าได้พูดคุยกับเพื่อนที่มีความสามารถ แยกแยะข้อเท็จจริงได้ดี เขาจะสามารถพิจารณาปัญหาของเราได้ชัดเจน มีส่วนช่วยในการแก้ปัญหานั้นได้ แต่ถ้าเราได้เจอความลำบากจริง ๆ เราจะรู้สึกว่าคำแนะนำตามเหตุตามผลที่เข้มงวดดูเหมือนจะขาดอะไรไปบอกไม่ถูก ใช่แล้วค่ะ นั่นคือ ความรู้สึก ช่วงที่คนเราทุกข์คือช่วงที่เราต้องการความรักมาที่สุด การ รับฟังด้วยใจ เป็น ยาวิเศษเยียวยาโลกทั้งใบ นี้ค่ะ

I know you are there and I am very happy – Thich Nhat Hanh

Listen deeply รับฟังด้วยใจ

Listen NOT Hear

เคยเป็นไหมคะ หลายครั้งที่เรามีปัญหา เราต้องการใครสักคนที่จะ รับฟัง และปลอบประโลมหัวใจเราได้ การที่เราได้เจอคนที่จะรับฟังเราอย่างเงียบ ๆ และใจกว้างนับว่าเป็นเรื่องวิเศษเลย เพราะว่าการที่ใครสักคนตั้งใจฟังเราพูดนั้นไม่ใช่การตั้งใจฟังเฉย ๆ แต่ใครคนนั้นต้องทำให้เรารู้สึกว่าเขายอมรับตัวตนที่แท้จริงของเรา และเรารู้สึกได้ถึงพลังอันอบอุ่นที่เขาส่งผ่านทางสีหน้าและน้ำเสียงของเขา รวมถึงการที่เขาตั้งใจฟังเราพูดจนจบโดยไม่ขัดหรือเปลี่ยนเรื่องคุยไปเสียก่อน มันทำให้หัวใจของเราเปิดและพองโต เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ความรู้สึกหนักอึ้งที่เราเคยแบกเอาไว้คนเดียวมาถึงตอนนี้จะสามารถหาทางออกในหัวใจและผ่านมันไปได้ แล้วเราก็จะสบายใจขึ้น นอกจากนี้ เวลาที่มีใครสักคนมารับรู้ถึงความทุกข์ของเรา เราจะรู้สึกเหมือนได้รับการปลอบโยน ความเจ็บปวดกลับกลายเป็นสิ่งที่มีความหมายขึ้น จากที่เคยคิดว่ามีแค่เราคนเดียวที่ต้องเจอเรื่องแบบนี้ แต่เมื่อได้รู้ว่ามีคนที่เคยเจอเหมือนกับเรา ก็ทำให้เรารู้สึกได้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรา แต่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับทุกคนต่างหาก และยังทำให้เรายอมรับสถานการณ์ปัจจุบันได้ดีขึ้นด้วย ดังนั้นการ รับฟังด้วยใจ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความเห็นอกเห็นใจกันและเป็นพื้นฐานของการเยียวยาจิตใจทั้งหมด

การเยียวยาความเจ็บปวดให้ใคร ไม่ใช่จะทำได้เพราะเรารู้วิธีแก้ปัญหาให้เขา
แต่ทำได้เพราะเราเปิดใจรับฟัง และรู้สึกร่วมไปกับเขา
ว่าเราเองก็เคยเจ็บปวดแบบนี้มาก่อน แม้ว่าจะไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
แต่เขาก็จะได้รับกำลังใจและสบายใจขึ้น

สังเกตนะคะว่า เวลาเราเล่าอะไรสักอย่างให้ใครฟัง ถ้าผู้ฟังสนุกสนานและหัวเราะไปกับเรา ทุกอย่างจะไหลลื่น แต่ถ้าไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง คนพูดจะต้องใช้พลังงานมากขึ้นกว่าเดิม 2-3 เท่า แม้จะพูดเรื่องเดียวกันก็ตาม ถ้าอีกฝ่ายทำตัวเหมือนกำแพงกั้นไว้ ไม่ปล่อยให้คำพูดไหลผ่านไปเหมือนน้ำ คำพูดนั้นก็จะหมดความหมายไปและทำให้คนพูดรู้สึกห่อเหี่ยว ดังนั้นการตั้งใจฟังอย่างอบอุ่นจึงเป็นการแสดงออกถึงความสนใจและความเห็นใจที่มีต่อคนพูด และเป็นการแสดงความรักที่ชัดเจนและกระตือรือร้นมากที่สุด

บางครั้งเราก็สงสัยนะว่าทำไมคนสมัยนี้เล่นโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรืออะไรก็ตามได้ทั้งวันทั้งคืน เพื่อบอกว่าวันนี้ตัวเองทำอะไรมาบ้าง คิดอะไรบ้าง แชร์รูปหรือเรื่องราวของตัวเองทั้งที่ไม่มีใครสั่ง นั่นอาจเป็นเพราะเราต้องการใครสักคนมา รับฟัง เรา แม้ว่าจะเป็นเพียงในโลกออนไลน์ก็ตาม เพราะทำให้เรารู้สึกว่าตัวเรามีค่าและการกระทำของเรามีความหมาย ไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกทิ้งว่าคนเดียว และผ่านแต่ละวันไปอย่างไร้ความหมาย ให้คุณลองสังเกตดูว่ารอบข้างตอนนี้มีคนในครอบครัวหรือเพื่อนที่กำลังทุกข์ใจอยู่หรือไม่ เราอาจจะไม่รู้วิธีที่จะแก้ปัญหาให้เขาได้ แต่เพียงเรารับฟังเขาก็เป็นเรื่องที่น่าขอบคุณมาก ๆ แล้วล่ะค่ะ

คำแนะนำสำหรับการฝึกรับฟังด้วยใจ
1. เวลาที่เราพูดพูดอะไรออกไป บ่อยครั้งที่เราแค่ต้องการให้มีคนรับฟังเราเฉย ๆ มากกว่าจะอยากฟังเรื่องที่ถูกต้องจากอีกฝ่าย ดังนั้นถ้ามีใครพูดกับเรา ให้เราฟังเขาไปจนกว่าเขาจะหมดแรงพูด อย่ารีบไปให้คำแนะนำเขาโดยไม่คิดให้ดี
2. อย่าพยายามเปลี่ยนอีกฝ่ายให้ตรงตามใจเรา การเฝ้ามองด้วยความสนใจและการรับฟังอย่างอบอุ่น เป็นการแสดงความรักที่บริสุทธิ์ที่สุด แต่ถ้าอยากเปลี่ยน ภาพของอีกฝ่ายก็จะหายไป เราก็จะเห็นแต่ปัญหาของอีกฝ่ายที่เราสร้างขึ้นตามใจตัวเอง
3. นอกจากส่วนที่ถูกใจเราแล้ว ความรักที่แท้จริงคงจะเป็นการรักแบบ “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ” แม้จะมีส่วนที่ไม่ถูกใจเราอยู่บ้าง แต่เมื่อยอมรับสิ่งเหล่านั้นได้ทั้งหมด ความรู้สึกชอบจะเปลี่ยนเป็นความรัก
4. เวลาที่ได้ยินคนอื่นนินทาเพื่อนสนิท จำเป็นที่เราจะต้องเล่าให้เพื่อนสนิทคนนั้นฟังไหม บางครั้งการไม่รู้ก็เป็นยา ถ้ารู้แล้วไม่ได้อะไรและเรื่องที่ทำให้เพื่อนเจ็บ จงหยุดมันไว้ที่เราดีกว่า
5. เด็ก ๆ มักอยากให้คนอื่นดูแผลของตัวเอง เพราะอยากได้รับความสนใจและความห่วงใยจากคนอื่น ๆ แต่ถ้าดูดี ๆ ผู้ใหญ่ก็เป็นแบบนั้น เวลาที่เจ็บปวดหรือลำบาก เสียใจหรือคับข้องใจ อย่าเก็บไว้แค่ข้างใน บางครั้งให้ทำตัวเป็นเด็กบ้าง แล้วพูดออกไป “ฉันเจ็บมากเลย”
6. อย่าคาดหวังว่าการที่เราชี้ให้เขาเห็นความผิดของตัวเอง แล้วการกระทำของเขาจะเปลี่ยนไป ส่วนใหญ่แล้วอีกฝ่ายจะได้แต่เจ็บใจ แต่จะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ให้เราพัฒนาด้านที่ดีของคน ๆ นั้น ผ่านการชมเชยแทน เพราะว่านิสัยที่ติดตัวมาแต่เกิดของเรา เรายังเปลี่ยนแปลงมันไม่ได้เลยนี่นา
7. จงจำไว้ว่า เพื่อนที่ด่าคนอื่นต่อหน้าเรา จะด่าเราเมื่อเราไม่อยู่ตรงหน้า
8. เวลาเจอกับคนที่ทำร้ายเรา หรือคนที่เราไม่สามารถเข้าใจเขาได้ ให้พูดกับตัวเราเพื่อตัวเองว่า “โลกใบนี้มันกว้างนะ มีคนแปลก ๆ อยู่เยอะเลย”
9. ความคิดของเขาอาจ “ต่าง” จากเราได้ แต่ถ้าพูดว่า “ผิด” อีกฝ่ายจะเสียใจ ให้ลองคิดดูว่าถ้าเขาพูดว่าเราคิดผิด เราจะรู้สึกอย่างไร
10. คนเรายืนอยู่ในจุดที่แตกต่างกัน เราจะถูกหมดถ้าเรามองแค่ในจุดของเรา แต่เพื่อที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้ง เราจะย้ำแต่จุดของตัวเองที่ถูกต้องไม่ได้ แต่เราต้องเข้าใจว่า “ฉันเข้าใจเธอ เธอคงกำลังสับสนและลำบากมาก” อย่าพยายามโน้มน้าวใจเขา แต่ให้เข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายก่อน

เวลาที่จิตของเราว้าวุ่น เริ่มจับว่าใครผิดใครถูก ไม่พอใจคนอื่น นั่นแปลว่าเราไม่มีสมาธิอยู่กับงานที่ต้องทำ เราจะเริ่มมองเห็นความผิดพลาดของคนอื่น พูดง่าย ๆ ก็คือ ข้อเสียของคนอื่นก็เปรียบเสมือนข้อเสียของเราที่สะท้อนจากกระจกในใจ ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ให้เรากลับไปที่ใจในตอนเริ่มต้น แล้วจดจ่อกับสิ่งที่เราต้องทำให้มากขึ้น และอย่าลืมว่า การ รับฟังด้วยใจ เป็น ยาวิเศษเยียวยาโลกทั้งใบ

ถ้าใครสนใจฟัง Speech ของหลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ ฟังได้ที่นี่เลยค่ะ
Loving Speech & Deep Listening

ข้อมูลอ้างอิง : The Fourth Precept

Cover Photo Credit : wayofoneness

Photo Credit : Wake up

สามารถติดตามบทความอื่น ๆ ที่นี่เลย Contents

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!