ตระหนักรู้กับระฆังแห่งสติที่เรียกว่า “ลมหายใจ”

การใช้ลมหายใจในการเสริมสุขภาพของตนเองนั้น ถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาของชาวตะวันออกมาตั้งแต่ครั้งสมัยโบราณ หรือที่เรารู้จักกันดีคือ การทำสมาธิโดยใช้ลมหายใจ การรำมวยจีน โยคะ ซึ่งเป็นการผสมกลมกลืนของการเคลื่อนไหวร่างกาย ลมหายใจ และสติสัมปชัญญะ และในปัจจุบันผู้คนก็เริ่มหันมาฝึกสิ่งเหล่านี้กันมากขึ้นเพราะทำแล้วรู้สึกได้ว่าสุขภาพกายและใจดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของความสุขจากภายใน แต่ก็นั่นแหละค่ะ ก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่มีความสนใจเรื่องพวกนี้แต่ก็ยุ่งเสียจนไม่มีเวลาจะมาลงมือปฏิบัติอย่างจริง ๆ จัง ๆ บ้างก็รู้สึกว่าเป็นวิธีการที่ยุ่งยากเกินกว่าจะฝึก ก็เลยไม่ทำมันซะอย่างนั้น

บางคนก็ปลีกวิเวกไปลองฝึกทำสมาธิกันที่วัดหรือสถานปฏิบัติธรรมเป็นครั้งคราว ในวันหยุดหรือตามแต่โอกาสที่จะจัดสรรกันได้ แต่เชื่อไหมคะว่าหลายคนกำลังประสบกับปัญหาที่ว่า ตอนที่ปลีกตัวไปฝึกปฏิบัติมันก็สงบอยู่หรอกค่ะ แต่เมื่อกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติแล้วนั้นกลับเครียด วุ่นวายและหาความสงบสุขไม่ได้เลย


คนเรามักคิดว่าการหาความสงบจากทางใจนั้น ต้องไปอยู่ป่าอยู่วัดเท่านั้น การอยู่บ้านหรืออยู่ที่ทำงานย่อมวุนวายใจเป็นธรรมดา แต่จริง ๆ แล้ว เราใช้ชีวิตส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดอยู่บ้านและที่ทำงาน แต่ถ้าปล่อยให้ใจวุ่นวายอยู่เรื่อย ๆ ก็ย่อมเกิดผลเสีย ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความทุกข์ ทยอยสะสมเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ  จนอาจก่อให้เกิดโรคทางกายต่าง ๆ ตามมาอีก เช่น โรคกระเพราะ โรคไมเกรน ท้องผูก ท้องเฟ้อ โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เป็นต้น นอกจากนี้ คนที่มีความเครียด วุ่นวายใจ ย่อมขาดสุขภาพจิตที่ดี ทำให้ทุกข์ใจได้ง่าย นอนไม่หลับ วิตกกังวล หรือหันไปติดยานอนหลับบ้าง ติดเหล้า ติดบุหรี่บ้าง และที่สำคัญคือก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้อื่นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น ทะเลาะเบะแว้งกัน ขัดแย้งกับคนในครอบครัว เพื่อนที่ทำงาน เป็นเหตุให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ในระยะยาว

ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุด คือต้องฝึกทำใจให้สงบท่ามความวุ่นวายในชีวิตประจำวันให้ได้มากที่สุด นั่นคือ การรู้จักใช้ลมหายใจ ดึงสมาธิและสติให้เกิดขึ้นขณะทำกิจวัตรต่าง ๆ ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนกระทั่งเข้านอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อต้องเผชิญกับความวุ่นวาย ความเครียด ความหนักอกหนักใจ ความพอใจ ความไม่สบายใจต่าง ๆ ซึ่งมักจะโผล่มาทักเราอยู่เป็นช่วง ๆ เพราะฉะนั้น การฝึกสมาธิให้เกิดผลจึงต้องฝึกในสภาพแวดล้อมที่ให้ความวุ่นวาย เริ่มต้นฝึกอย่างง่าย ๆ ก่อน ด้วยการให้เราทำสมาธิแบบหลับตาให้สงบลงก่อน จากนั้นให้ฝึกสมาธิแบบลืมตา และสุดท้ายก็ฝึกท่ามกลางเสียงรบกวน เช่น เปิดเสียงทีวี เปิดเสียงเพลง วิธีการดังกล่าวนี้เป็นวิธีที่จะไม่ขัดต่อวิถีการใช้ชีวิตของคนเรา           

ถ้าหากใครสนใจเรื่องการบริหารจิตเพื่อจะใช้พัฒนาจิตของให้สงบ ลดความวุ่นวายภายในใจแต่ยังหาโอกาสหรือเวลาไปฝึกปฏิบัติไม่ได้ แนะนำให้ใช้วิธีฝึกหายใจช้า ๆ ลึก ๆ แต่เน้นย้ำว่าต้องฝึกทำในชีวิตประจำวันนะคะ เริ่มตั้งแต่หลังตื่นอนตอนเช้า ก็ให้หายใจเข้า-ออกช้า ๆ ลึก ๆ หายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องยุบ และยิ้มน้อย ๆ เพื่อให้จิตของเรารู้สึกสดชื่นในการรับวันใหม่ เชื่อไหมคะว่า หลายคนในขณะที่กำลังหายใจอยู่นั้น กลับไม่รู้ว่าตัวเองกำลังหายใจเข้าหรือออก เพราะสติไม่ได้จดจู่อยู่กับปัจจุบันที่อยู่ตรงหน้า เราควรฝึกไปทีละน้อย ๆ ฝึกได้ตลอดกับทุกกิจกรรมที่เรากำลังทำอยู่ เช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน ออกกำลังกาย แปรงฟัน ฝึกกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าในปัจจุบัน ถ้าเราทำต่อเนื่องกันทุกวันจนเกิดความเคยชินแล้วนั้น ในที่สุดก็จะรู้สึกว่า ลมหายใจคือตัวตระหนักรู้ให้เกิดสตินั่นเอง

Cover Photo Credit : unsplash Created by Journeyofmira.com

Photo Credit : unsplash

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!